เจาะลึกความแตกต่าง Data Engineer กับ Data Scientist เลือก...

เจาะลึกความแตกต่าง Data Engineer กับ Data Scientist เลือกสายงานให้ปัง!

webmaster

빅데이터 기술자와 데이터 사이언티스트의 차이 - **Prompt for Big Data Engineer:**
    A male Big Data Engineer, in his late 20s to early 30s, profes...

สวัสดีค่าเพื่อน ๆ ชาว Data ทุกคน! วันนี้ฟ้าใสมีเรื่องสุดฮอตมาเม้าท์ให้ฟังค่ะ ใคร ๆ ก็พูดถึง Big Data Engineer และ Data Scientist กันเยอะแยะเต็มไปหมด แต่เคยสงสัยกันไหมคะว่าสองอาชีพนี้ที่ดูคล้ายกันเหลือเกิน จริง ๆ แล้วเค้าต่างกันยังไง แล้วใครกันแน่ที่กำลังเป็นดาวเด่นในวงการตอนนี้?

จากที่ฟ้าใสได้คลุกคลีกับวงการนี้มาพักใหญ่ ทั้งได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานและผู้เชี่ยวชาญหลายท่านในเมืองไทย ก็สัมผัสได้เลยว่าตลาด Big Data และ AI บ้านเรากำลังโตวันโตคืนเลยนะคะ มูลค่าตลาดพุ่งทะลุไปหลายหมื่นล้านบาทแล้ว แต่ในความคึกคักนี้ กลับมี “ช่องว่าง” ขนาดใหญ่ คือเรายังขาดผู้เชี่ยวชาญตัวจริงอยู่อีกเพียบเลยค่ะ!

บอกตรง ๆ นะคะ ตอนแรกฟ้าใสเองก็แอบงง ๆ เหมือนกันว่า สรุปแล้วพี่ ๆ Data Engineer ที่คอยสร้างระบบ จัดการข้อมูลให้เราใช้ กับน้อง ๆ Data Scientist ที่วิเคราะห์เจาะลึกจนได้ Insight ว้าว ๆ เนี่ย ใครสำคัญกว่ากัน หรือทำงานทับซ้อนกันแค่ไหน?

แต่พอได้ลองศึกษาลงลึกไปเรื่อย ๆ ก็เห็นภาพชัดเลยค่ะว่าสองบทบาทนี้มีความสำคัญไม่แพ้กันเลยนะ แถมยังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานไทยอย่างต่อเนื่องอีกด้วยค่ะในยุคที่ข้อมูลคือทองคำแบบนี้ การเข้าใจถึงความแตกต่างและบทบาทหน้าที่ของทั้งสองสายอาชีพนี้จะช่วยให้เราเห็นโอกาสใหม่ ๆ ในอนาคตได้อย่างแน่นอนค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทรนด์ปี 2025 ที่ AI และ Big Data จะขับเคลื่อนทุกสิ่งทุกอย่าง การสร้าง Insight แบบเรียลไทม์ และ Generative AI คือสิ่งที่เราต้องจับตาดูเลยนะคะ วันนี้ฟ้าใสเลยอยากจะชวนทุกคนมาไขข้อข้องใจนี้ไปพร้อมกันค่ะ มาดูกันว่าเส้นทางไหนเหมาะกับใคร และอนาคตของสายงานข้อมูลในไทยจะไปในทิศทางไหนกันแน่ เตรียมตัวให้พร้อมแล้วไปหาคำตอบกันเลยค่ะ!

เบื้องหลังความสำเร็จของข้อมูล: ใครคือผู้สร้างทางเดิน?

빅데이터 기술자와 데이터 사이언티스트의 차이 - **Prompt for Big Data Engineer:**
    A male Big Data Engineer, in his late 20s to early 30s, profes...

เพื่อน ๆ เคยสงสัยไหมคะว่าก่อนที่เราจะเห็นข้อมูลสวย ๆ หรือ Dashboard ปัง ๆ เนี่ย เบื้องหลังมันมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง? ฟ้าใสบอกเลยว่าพี่ ๆ Big Data Engineer นี่แหละค่ะ คือฮีโร่ตัวจริง! ลองนึกภาพตามนะคะ ข้อมูลในโลกนี้มันเยอะมากกกก แล้วก็มาจากหลายแหล่งเหลือเกิน ทั้งเว็บไซต์, แอปพลิเคชัน, เซ็นเซอร์, โซเชียลมีเดีย สารพัดสิ่งเลยค่ะ พี่ ๆ Data Engineer มีหน้าที่เหมือนสถาปนิกและผู้สร้างระบบท่อส่งน้ำขนาดใหญ่ ที่คอยออกแบบโครงสร้าง จัดการระบบการไหลของข้อมูลจากทุกแหล่งให้มารวมกันอย่างมีระเบียบ จัดเก็บในคลังข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Lake หรือ Data Warehouse) ที่พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา ที่สำคัญคือต้องมั่นใจว่าข้อมูลเหล่านั้นสะอาด ถูกต้อง และปลอดภัยพร้อมสำหรับการนำไปใช้งานต่อได้ทันทีค่ะ

ในมุมของฟ้าใสที่ได้ทำงานร่วมกับพี่ ๆ Data Engineer หลายคนในโปรเจกต์ใหญ่ ๆ นะคะ สิ่งที่น่าทึ่งคือความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและความแม่นยำในการจัดการระบบค่ะ การวางแผนโครงสร้างข้อมูลไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องมองขาดถึงอนาคตว่าข้อมูลจะเติบโตไปในทิศทางไหน จะมีรูปแบบอย่างไรบ้าง และต้องทำยังไงให้ระบบรองรับการขยายตัวได้แบบไร้รอยต่อ แถมยังต้องอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอเพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งเรื่อง Cloud Platform อย่าง AWS, GCP, Azure หรือเครื่องมือ Big Data ตัวท็อปอย่าง Apache Spark, Hadoop ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการข้อมูลปริมาณมหาศาล ฟ้าใสเองก็ได้เรียนรู้จากพี่ๆ เหล่านี้เยอะมากเลยค่ะ ทั้งเรื่องการเขียนโค้ด (Coding) การทำ ETL (Extract, Transform, Load) เพื่อดึงข้อมูลมาปรับปรุงให้พร้อมใช้ และการดูแลระบบให้เสถียร นี่คือผู้ที่ทำให้ข้อมูลมีชีวิตและพร้อมใช้งานในทุก ๆ วันเลยก็ว่าได้ค่ะ

แกะรอยการทำงานของ Data Engineer: ผู้จัดการข้อมูลขั้นเทพ

พูดถึงบทบาทหลัก ๆ ของพี่ ๆ Data Engineer แล้วเนี่ย สิ่งแรกที่ฟ้าใสนึกถึงเลยคือ “การสร้างท่อส่งข้อมูล” ค่ะ มันคือการออกแบบและพัฒนา Data Pipeline ตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อให้ข้อมูลจากหลากหลายแหล่งไหลมารวมกันได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลแบบ Batch Processing ที่ประมวลผลเป็นชุด ๆ หรือ Stream Processing ที่ประมวลผลแบบ Real-time คือเข้ามาปุ๊บก็ประมวลผลปั๊บ เพื่อให้ Data Scientist และนักวิเคราะห์คนอื่น ๆ สามารถเข้าถึงข้อมูลที่พร้อมใช้ได้ทันทีค่ะ

เทคโนโลยีและเครื่องมือคู่กาย Data Engineer ที่ต้องรู้จัก

สำหรับเครื่องมือที่พี่ ๆ Data Engineer ใช้กันบ่อย ๆ นะคะ ก็มีตั้งแต่ภาษาโปรแกรมมิ่งอย่าง Python หรือ Scala ที่นิยมใช้ในการเขียนสคริปต์สำหรับจัดการข้อมูล รวมถึงฐานข้อมูลประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Relational Database อย่าง PostgreSQL หรือ NoSQL Database อย่าง MongoDB หรือ Cassandra นอกจากนี้ยังรวมถึงเครื่องมือสำหรับ Big Data โดยเฉพาะอย่าง Apache Spark, Hadoop, Kafka รวมถึงแพลตฟอร์ม Cloud ต่าง ๆ ที่กล่าวไปแล้วค่ะ การมีความเข้าใจในเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างลึกซึ้งจะช่วยให้ Data Engineer สามารถสร้างระบบที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นรองรับความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็วค่ะ ฟ้าใสว่าอาชีพนี้ต้องเรียนรู้ไม่หยุดจริง ๆ ค่ะ

พลิกโฉมข้อมูลดิบสู่ทองคำ: นักล่า Insight ตัวจริง

ถ้า Big Data Engineer คือผู้สร้างถนนและระบบท่อส่งข้อมูลที่ยอดเยี่ยมแล้วละก็ พี่ ๆ น้อง ๆ Data Scientist นี่แหละค่ะ คือ “นักสำรวจ” และ “นักแปรธาตุ” ที่เก่งกาจในการนำข้อมูลเหล่านั้นมาแปลงให้กลายเป็นทองคำ! พูดง่าย ๆ คือพอข้อมูลถูกจัดเตรียมมาอย่างดีแล้ว Data Scientist ก็จะเข้ามาทำหน้าที่ต่อยอด ด้วยการวิเคราะห์เจาะลึก ค้นหาแพทเทิร์นที่ซ่อนอยู่ สร้างโมเดลพยากรณ์ หรือโมเดล Machine Learning เพื่อทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรือแม้แต่แนะนำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับธุรกิจค่ะ

ฟ้าใสจำได้เลยตอนที่เคยร่วมโปรเจกต์วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้ากับทีม Data Scientist เราต้องใช้ข้อมูลมหาศาล ทั้งข้อมูลการซื้อขาย ประวัติการเข้าชมเว็บไซต์ ไปจนถึงข้อมูล demographic ต่าง ๆ เพื่อหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนมีแนวโน้มจะซื้อสินค้าอะไรต่อไป โมเดลที่พวกเขาสร้างขึ้นมานี่แหละค่ะ ที่ช่วยให้ทีมการตลาดสามารถปรับกลยุทธ์ได้ตรงจุด ประหยัดงบประมาณ และเพิ่มยอดขายได้อย่างน่าทึ่ง มันไม่ใช่แค่การดูตัวเลขดิบ ๆ นะคะ แต่เป็นการเล่าเรื่องจากข้อมูล (Data Storytelling) ที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญมาก ๆ เลยค่ะ Data Scientist ที่ดีต้องมีความเข้าใจธุรกิจอย่างลึกซึ้งด้วย ไม่งั้นจะวิเคราะห์ข้อมูลออกมาแบบไร้ทิศทาง ไม่เกิดประโยชน์สูงสุดค่ะ

ศิลปะการวิเคราะห์: เมื่อข้อมูลมีชีวิตด้วย Insight

หัวใจสำคัญของ Data Scientist คือการตั้งคำถามที่ถูกต้องค่ะ ก่อนจะเริ่มลงมือวิเคราะห์ พวกเขาต้องทำความเข้าใจปัญหาทางธุรกิจให้ชัดเจนก่อน จากนั้นก็เลือกใช้เทคนิคทางสถิติและ Machine Learning ที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโมเดลจำแนกประเภท (Classification), การจัดกลุ่ม (Clustering), หรือการพยากรณ์ (Regression) เพื่อหาคำตอบหรือแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้นค่ะ นอกจากนี้ยังต้องมีความสามารถในการนำเสนอผลลัพธ์ให้ผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าใจได้ง่าย ๆ ซึ่งบางครั้งก็ต้องใช้ทักษะการสร้าง Visualization สวย ๆ เข้ามาช่วยด้วยค่ะ เป็นงานที่ผสมผสานทั้งศาสตร์และศิลป์จริง ๆ ค่ะ

เครื่องมือสำคัญของนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลยุคใหม่

สำหรับเครื่องมือที่ Data Scientist ใช้กันเป็นประจำก็หนีไม่พ้นภาษาโปรแกรมมิ่งอย่าง Python หรือ R ค่ะ สองภาษานี้มีไลบรารีและแพ็กเกจสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลและ Machine Learning ที่ทรงพลังมากมาย เช่น Pandas, NumPy, Scikit-learn, TensorFlow, หรือ PyTorch นอกจากนี้ยังต้องคุ้นเคยกับการใช้ SQL เพื่อดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล และอาจจะต้องทำงานร่วมกับแพลตฟอร์ม Cloud เพื่อใช้บริการ Machine Learning ต่าง ๆ ที่มีให้เลือกมากมายอีกด้วยค่ะ คือต้องเป็นทั้งนักโค้ด นักสถิติ และนักเล่าเรื่องในคนเดียวกันเลยก็ว่าได้ค่ะ ถึงจะบอกว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีความเป็นศิลปินในตัวสูงมากนะคะ

Advertisement

เครื่องมือคู่ใจและสนามประลอง: อุปกรณ์สำคัญของทั้งสองสาย

พอมาถึงตรงนี้ เพื่อน ๆ ก็น่าจะพอเห็นภาพแล้วใช่ไหมคะว่าทั้ง Big Data Engineer และ Data Scientist ต่างก็มีบทบาทที่สำคัญแตกต่างกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้งสองสายอาชีพนี้ก็มีเครื่องมือบางอย่างที่ใช้ร่วมกัน และมีสนามประลองที่ใกล้เคียงกันค่ะ อย่างภาษา Python นี่ก็เป็นภาษายอดนิยมที่ทั้งสองฝ่ายใช้กันอย่างแพร่หลาย ด้วยความยืดหยุ่นและมีไลบรารีรองรับการทำงานด้านข้อมูลจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการจัดการข้อมูล การสร้างโมเดล หรือแม้แต่การสร้างระบบอัตโนมัติก็ทำได้หมดเลยค่ะ

นอกจากนี้ แพลตฟอร์ม Cloud Computing อย่าง AWS, GCP (Google Cloud Platform), และ Azure ก็เป็นอีกหนึ่งสนามที่ทั้งสองฝ่ายมักจะเข้ามาทำงานร่วมกันค่ะ Data Engineer จะใช้ Cloud ในการสร้างและดูแลระบบคลังข้อมูล (Data Warehouse/Lake) และ Data Pipeline ต่าง ๆ ส่วน Data Scientist ก็จะใช้บริการ Machine Learning Service หรือ Computing Power บน Cloud เพื่อเทรนโมเดลขนาดใหญ่และทดลองโมเดลใหม่ ๆ การทำงานบน Cloud ทำให้กระบวนการทำงานด้านข้อมูลรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และสามารถปรับขนาดได้ตามความต้องการของธุรกิจ ทำให้ไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วยตัวเองมากมายเหมือนเมื่อก่อนแล้วค่ะ นี่เป็นเทรนด์ที่มาแรงมาก ๆ ในเมืองไทยเลยนะคะ หลาย ๆ องค์กรชั้นนำก็หันมาใช้ Cloud กันเยอะขึ้นมาก ๆ ค่ะ

ภาษาโปรแกรมมิ่งยอดนิยมที่ต้องมีติดตัว

สำหรับ Data Engineer และ Data Scientist แล้ว การมีทักษะการเขียนโปรแกรมเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ เลยค่ะ นอกจาก Python ที่เป็นดาวเด่นแล้ว Data Engineer อาจจะต้องใช้ Scala หรือ Java สำหรับการทำงานกับ Spark หรือ Hadoop ส่วน Data Scientist ก็อาจจะใช้ R สำหรับการวิเคราะห์สถิติที่ซับซ้อน หรือการสร้างกราฟที่สวยงาม การมีความรู้ในหลาย ๆ ภาษาจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานและทำให้สามารถปรับตัวเข้ากับโปรเจกต์ต่าง ๆ ได้หลากหลายมากขึ้นค่ะ ฟ้าใสเองก็พยายามฝึกฝน Python ให้เก่ง ๆ อยู่เหมือนกันค่ะ เพราะรู้สึกว่ามันเปิดโลกการทำงานให้กว้างขึ้นเยอะเลย

ฐานข้อมูลและระบบจัดเก็บ: หัวใจของทุกสิ่ง

แน่นอนว่าการทำงานกับข้อมูลก็ต้องเกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลค่ะ ไม่ว่าจะเป็น Relational Database ที่เก็บข้อมูลเป็นตาราง ๆ หรือ NoSQL Database ที่ยืดหยุ่นกว่า เหมาะกับการเก็บข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างตายตัว นอกจากนี้ยังมีการใช้ Data Lake หรือ Data Warehouse สำหรับการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน Data Engineer จะรับผิดชอบในการสร้างและดูแลระบบเหล่านี้ให้ทำงานได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย ส่วน Data Scientist ก็จะใช้ SQL หรือเครื่องมืออื่น ๆ ในการดึงข้อมูลจากแหล่งเหล่านี้มาวิเคราะห์ค่ะ การเข้าใจถึงประเภทและคุณสมบัติของฐานข้อมูลต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับทั้งสองบทบาทค่ะ

มุมมองอาชีพและเส้นทางเติบโตในไทย: เลือกทางไหนดีนะ?

มาถึงคำถามยอดฮิตที่หลายคนคงอยากรู้กันแล้วใช่ไหมคะว่าแล้วในเมืองไทย สายอาชีพไหนกำลังเป็นที่ต้องการ และมีเส้นทางเติบโตยังไงบ้าง? จากประสบการณ์ของฟ้าใสที่ได้เห็นตลาดงานและพูดคุยกับ HR และ Recruiter หลายท่านนะคะ บอกได้เลยว่าทั้ง Big Data Engineer และ Data Scientist ต่างก็เป็นที่ต้องการสูงมาก ๆ ค่ะ ยิ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาที่ธุรกิจต่าง ๆ ตื่นตัวกับการนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจและสร้างนวัตกรรมมากขึ้น ความต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ก็ยิ่งพุ่งกระฉูดเลยค่ะ

โดยรวมแล้ว เงินเดือนเริ่มต้นสำหรับทั้งสองสายงานในประเทศไทยก็ค่อนข้างสูงกว่าอาชีพทั่วไปนะคะ ยิ่งถ้ามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในเทคโนโลยีที่หายาก ก็ยิ่งมีโอกาสได้ข้อเสนอที่ดีขึ้นไปอีกค่ะ เส้นทางเติบโตก็ชัดเจนค่ะ จากระดับ Junior ไป Mid-level และ Senior จากนั้นก็สามารถก้าวขึ้นไปเป็น Lead, Architect (สำหรับ Engineer) หรือ Principal/Manager (สำหรับ Scientist) ได้เลย หรือจะผันตัวไปเป็น Consultant ที่ปรึกษาด้านข้อมูลก็ได้ค่ะ ซึ่งอาชีพเหล่านี้ก็กำลังเป็นที่นิยมในบริษัทเทคฯ ชั้นนำ ธนาคาร บริษัทประกันภัย หรือแม้แต่ธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ในไทยค่ะ ฟ้าใสว่าอนาคตสดใสแน่นอนค่ะสำหรับสายงาน Data!

โอกาสและความท้าทายในตลาดงานไทย

ตลาดงาน Data ในไทยมีความท้าทายเล็กน้อยตรงที่ยังมีผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรงในระดับ Senior ไม่มากนัก ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องแย่งชิงบุคลากรกันพอสมควรเลยค่ะ สำหรับน้อง ๆ หรือเพื่อน ๆ ที่กำลังมองหางานในสายนี้ การพัฒนาทักษะให้แข็งแกร่งและสร้าง Portfolio ที่น่าสนใจจะช่วยเพิ่มโอกาสได้มากเลยค่ะ นอกจากทักษะทางเทคนิคแล้ว ทักษะด้าน Soft Skill อย่างการสื่อสาร การแก้ปัญหา และการคิดเชิงวิเคราะห์ก็สำคัญไม่แพ้กันนะคะ เพราะการทำงาน Data มักจะต้องประสานงานกับหลายฝ่าย ทั้งทีมธุรกิจ ทีม IT และทีมอื่น ๆ ค่ะ

สายไหนเหมาะกับใคร: สำรวจตัวเองกันหน่อย

빅데이터 기술자와 데이터 사이언티스트의 차이 - **Prompt for Data Scientist:**
    A female Data Scientist, in her early 30s, dressed in stylish bus...

ถ้าเพื่อน ๆ ชอบการสร้างระบบ ชอบการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ชอบการทำงานกับข้อมูลดิบ และสนุกกับการทำให้ข้อมูลไหลลื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ พี่ ๆ Big Data Engineer น่าจะเป็นเส้นทางที่ใช่เลยค่ะ แต่ถ้าเพื่อน ๆ ชอบการตั้งคำถาม ชอบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อค้นหา Insight ชอบสร้างโมเดลทำนาย และชอบการเล่าเรื่องจากข้อมูล Data Scientist ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ลงตัวค่ะ จริง ๆ แล้วไม่ว่าจะเลือกเส้นทางไหน สิ่งสำคัญคือความสนใจและความมุ่งมั่นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลาค่ะ เพราะโลกของ Data นั้นเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ๆ เลยค่ะ

Advertisement

ความร่วมมือที่ไม่ใช่การแข่งขัน: ทำไมต้องจับมือกัน?

ฟ้าใสอยากจะย้ำอีกครั้งนะคะว่า Big Data Engineer กับ Data Scientist ไม่ใช่คู่แข่งกัน แต่เป็นเหมือนฟันเฟืองที่สำคัญสองตัวที่ต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดค่ะ ลองคิดดูสิคะ ถ้าไม่มี Data Engineer ที่คอยสร้างระบบ จัดเตรียมข้อมูลให้สะอาดและพร้อมใช้ Data Scientist ก็คงไม่มีข้อมูลคุณภาพดีพอจะนำไปวิเคราะห์ได้ หรือถ้า Data Scientist ไม่มี Insight ที่ลึกซึ้งมาบอกต่อ Data Engineer ก็อาจจะไม่รู้ว่าต้องสร้างระบบหรือปรับปรุงข้อมูลให้ตอบโจทย์ธุรกิจตรงไหน นั่นหมายความว่าทั้งสองบทบาทนี้ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน เพื่อให้โปรเจกต์ด้าน Data ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ค่ะ

ในบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการใช้ Data จะมีวัฒนธรรมการทำงานที่ส่งเสริมการสื่อสารและร่วมมือกันระหว่างทีม Data Engineer และ Data Scientist อย่างชัดเจนค่ะ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความคิดเห็นกันอยู่เสมอ ทำให้ทุกคนเข้าใจเป้าหมายเดียวกัน และทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งในมุมของฟ้าใสแล้ว การทำงานแบบ Cross-functional team แบบนี้แหละค่ะที่จะนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ และผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับองค์กรได้อย่างแท้จริง การทำงานคนเดียวอาจจะไปได้เร็ว แต่การทำงานเป็นทีมจะไปได้ไกลกว่าเสมอค่ะ

การผนึกกำลังเพื่อสร้างมูลค่าทางธุรกิจ

เมื่อ Big Data Engineer จัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและข้อมูลที่แข็งแกร่งให้แล้ว Data Scientist ก็จะใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการสร้างโมเดล Machine Learning ที่ซับซ้อนขึ้น สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ทำนายยอดขาย หรือแม้แต่ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ โมเดลเหล่านี้จะถูกนำกลับไปใช้งานจริงในระบบ ซึ่งอาจจะต้องมีการทำงานร่วมกับ Data Engineer อีกครั้งเพื่อนำโมเดลไป Implement ใน Production Environment ให้ทำงานได้จริงและต่อเนื่อง นี่คือวงจรแห่งการสร้างมูลค่าจากข้อมูลที่ไม่สิ้นสุดค่ะ

เมื่อความเข้าใจนำไปสู่ประสิทธิภาพสูงสุด

สิ่งสำคัญคือทั้งสองฝ่ายต้องมีความเข้าใจในบทบาทและความต้องการของอีกฝ่ายเป็นอย่างดีค่ะ Data Engineer ควรเข้าใจว่า Data Scientist ต้องการข้อมูลประเภทไหน รูปแบบใด และมีข้อจำกัดอะไรบ้าง ส่วน Data Scientist ก็ควรเข้าใจถึงข้อจำกัดและความซับซ้อนในการจัดการข้อมูลของ Data Engineer เช่นกัน การสื่อสารที่ชัดเจนและเปิดใจ จะช่วยลดความเข้าใจผิดและทำให้การทำงานราบรื่นขึ้นเยอะเลยค่ะ ฟ้าใสเชื่อว่านี่คือหัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ

เคล็ดลับคว้าชัยในวงการ Data ปี 2025: สิ่งที่ต้องมี!

มาถึงช่วงสุดท้ายที่ฟ้าใสอยากจะสรุปและให้ข้อคิดดี ๆ กับเพื่อน ๆ ทุกคนนะคะ สำหรับปี 2025 และปีต่อ ๆ ไป โลกของ Data และ AI จะยังคงเติบโตอย่างก้าวกระโดดแน่นอนค่ะ โดยเฉพาะเทรนด์ที่กำลังมาแรงแซงทางโค้งอย่าง Generative AI ที่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้เอง และการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time เพื่อการตัดสินใจที่รวดเร็วทันใจ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ธุรกิจจะนำไปใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันค่ะ

ดังนั้น ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะเลือกเส้นทาง Big Data Engineer หรือ Data Scientist การพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ ต้องเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เรียนรู้เครื่องมือใหม่ ๆ และหมั่นฝึกฝนทักษะอยู่เสมอ ที่สำคัญคือต้องมี Curiosity หรือความอยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา เพราะข้อมูลมีอะไรให้เราค้นพบอีกเยอะแยะเลยค่ะ และที่ขาดไม่ได้เลยคือ Soft Skill ค่ะ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม การคิดเชิงวิพากษ์ และการแก้ไขปัญหา ล้วนเป็นทักษะที่จะทำให้เพื่อน ๆ ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและประสบความสำเร็จในสายงาน Data ได้อย่างแน่นอนค่ะ ฟ้าใสขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเดินทางในสายนี้ หรือกำลังคิดจะเข้ามาในวงการนี้นะคะ มันเป็นเส้นทางที่ท้าทาย แต่ก็คุ้มค่ามาก ๆ เลยค่ะ!

ทักษะแห่งอนาคตที่ต้องจับตา

ในยุคที่ Generative AI กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น Data Engineer อาจจะต้องเรียนรู้การจัดการข้อมูลสำหรับการเทรนโมเดล AI ขนาดใหญ่ ส่วน Data Scientist ก็ต้องเรียนรู้การออกแบบและ Fine-tune โมเดล Generative AI เพื่อให้ตอบโจทย์ธุรกิจได้จริง นอกจากนี้ ความเข้าใจในเรื่อง Data Governance และ Ethics ก็จะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ นะคะ เพราะการจัดการข้อมูลจำนวนมากและการนำ AI มาใช้ย่อมต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบและความโปร่งใสค่ะ

สร้างเครือข่ายและความรู้ไม่รู้จบ

อย่าลืมเข้าร่วม Community หรือ Group ที่เกี่ยวกับ Data ในประเทศไทยนะคะ มีหลายกลุ่มเลยทั้งใน Facebook หรือ Line ที่มีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กันอย่างเข้มข้น การได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ จะช่วยให้เราได้มุมมองใหม่ ๆ และอัปเดตเทรนด์ได้อย่างรวดเร็วค่ะ การอ่านบล็อก ดูวิดีโอ หรือเข้าร่วมสัมมนาต่าง ๆ ก็เป็นวิธีที่ดีในการเรียนรู้ไม่รู้จบค่ะ ฟ้าใสเองก็ได้ความรู้และแรงบันดาลใจจากเพื่อน ๆ ใน Community เยอะมากเลยค่ะ มาร่วมสร้างสรรค์วงการ Data ของไทยให้แข็งแกร่งไปด้วยกันนะคะ!

คุณสมบัติ/บทบาท Big Data Engineer Data Scientist
เป้าหมายหลัก สร้างและดูแลระบบโครงสร้างข้อมูล ให้ข้อมูลพร้อมใช้ สะอาด ปลอดภัย วิเคราะห์ข้อมูล ค้นหา Insight สร้างโมเดลทำนาย เพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจ
ทักษะหลัก การเขียนโปรแกรม (Python, Scala, Java), ฐานข้อมูล (SQL, NoSQL), Cloud Platform (AWS, GCP, Azure), เครื่องมือ Big Data (Spark, Hadoop) การเขียนโปรแกรม (Python, R), สถิติ, Machine Learning, การสร้างโมเดล, การนำเสนอข้อมูล (Data Visualization)
เน้นหนักด้าน Engineering, System Design, Infrastructure, Data Pipeline, Data Architecture Statistics, Modeling, Data Mining, Business Acumen, Problem Solving
เครื่องมือทั่วไป Apache Spark, Hadoop, Kafka, Airflow, Docker, Kubernetes, SQL DBs Jupyter Notebook, Pandas, Scikit-learn, TensorFlow, PyTorch, Tableau, Power BI
ผลลัพธ์ที่ได้ Data Warehouse/Lake ที่มีคุณภาพ, ระบบข้อมูลที่เสถียร, Data Pipeline ที่มีประสิทธิภาพ Insights ที่นำไปใช้ได้จริง, โมเดลพยากรณ์/แนะนำ, รายงานการวิเคราะห์ที่เข้าใจง่าย
Advertisement

글을มาทิ้งท้ายกันค่ะ

เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ ฟ้าใสหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนมองเห็นภาพรวมของบทบาท Big Data Engineer และ Data Scientist ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นนะคะ ทั้งสองสายงานนี้ไม่ได้แข่งขันกัน แต่เป็นเหมือนคู่หูที่ขาดกันไม่ได้เลยค่ะ ต่างฝ่ายต่างเติมเต็มซึ่งกันและกัน เพื่อให้ข้อมูลดิบที่เรามีอยู่กลายเป็นขุมทรัพย์ที่สร้างมูลค่าและขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลค่ะ การเลือกเส้นทางที่เหมาะกับความสนใจและพัฒนาทักษะอยู่เสมอ คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในวงการนี้ค่ะ อย่าหยุดเรียนรู้และสนุกไปกับการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ในโลก Data นะคะ แล้วเราจะเติบโตไปด้วยกันค่ะ!

알아두면 쓸모 있는 정보

1. ตลาดงานด้าน Data ในไทยเติบโตสูงมาก: ทั้ง Big Data Engineer และ Data Scientist เป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคธนาคาร เทคโนโลยี และค้าปลีก

2. ทักษะภาษา Python คือหัวใจสำคัญ: ไม่ว่าจะเป็นสาย Engineer หรือ Scientist การมีทักษะ Python ที่แข็งแกร่งจะเปิดประตูสู่โอกาสมากมายในการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล

3. แพลตฟอร์ม Cloud Computing คือสนามประลอง: คุ้นเคยกับ AWS, GCP, Azure จะช่วยเพิ่มความได้เปรียบ เพราะหลายองค์กรในไทยหันมาใช้ Cloud กันเยอะขึ้น

4. Soft Skill สำคัญไม่แพ้ Technical Skill: การสื่อสาร การแก้ปัญหา และการคิดเชิงวิพากษ์ เป็นทักษะที่นายจ้างมองหา เพราะต้องทำงานร่วมกับหลายฝ่าย

5. Generative AI กำลังมาแรง: เตรียมตัวเรียนรู้และปรับใช้ Generative AI ในงานด้าน Data เพื่อไม่ให้ตกยุค และเพิ่มโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ

Advertisement

중요 사항 정리

บทบาทของ Big Data Engineer คือผู้สร้างและดูแลโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลให้สะอาด ปลอดภัย และพร้อมใช้งาน ในขณะที่ Data Scientist คือนักวิเคราะห์ที่นำข้อมูลเหล่านั้นมาค้นหา Insight และสร้างโมเดลทำนาย เพื่อช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ ทั้งสองสายงานนี้มีความสำคัญและต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้โปรเจกต์ Data ประสบความสำเร็จ ตลาดงานในประเทศไทยยังคงมีความต้องการสูง และการพัฒนาทักษะทางเทคนิค รวมถึง Soft Skill อย่างต่อเนื่อง คือสิ่งจำเป็นสำหรับการเติบโตในสายอาชีพนี้ค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: Data Engineer กับ Data Scientist สองอาชีพนี้ต่างกันยังไง แล้วใครกันแน่คือ “ตัวจริง” ในวงการ Big Data ของไทยยุคนี้คะ?

ตอบ: โห…คำถามยอดฮิตเลยค่ะเพื่อน ๆ! ฟ้าใสขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ นะคะ Data Engineer เนี่ย เหมือน “วิศวกรสร้างทางด่วนข้อมูล” เลยค่ะ หน้าที่หลักของพวกเค้าคือการออกแบบ สร้าง และดูแลระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นท่อส่งข้อมูล (Data Pipeline) แหล่งจัดเก็บข้อมูลอย่าง Data Lake หรือ Data Warehouse ให้ข้อมูลดิบที่กระจัดกระจายจากหลากหลายแหล่ง ไหลเข้ามาอย่างเป็นระบบ สะอาด ถูกต้อง และพร้อมใช้งานอยู่เสมอ พูดง่าย ๆ คือทำให้ข้อมูลพร้อมเสิร์ฟนั่นเองค่ะ ทักษะที่ Data Engineer ต้องมีเลยก็คือการเขียนโปรแกรม (Python, Scala, Java), ความเข้าใจเรื่องฐานข้อมูล (SQL, NoSQL), การจัดการ Big Data Tools อย่าง Hadoop, Spark รวมถึง Cloud Platform (AWS, GCP, Azure) ค่ะส่วน Data Scientist เนี่ย ก็เหมือน “นักสำรวจและนักเล่าเรื่องข้อมูล” ค่ะ พอข้อมูลถูกเตรียมมาอย่างดีแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของ Data Scientist ที่จะเข้ามาดำดิ่งลงไปในข้อมูลพวกนั้น ใช้ความรู้ด้านสถิติ คณิตศาสตร์ และ Machine Learning มาค้นหา Insight เจ๋ง ๆ สร้างโมเดลทำนายผล หรือหาแพทเทิร์นที่ซ่อนอยู่ เพื่อตอบคำถามทางธุรกิจและช่วยในการตัดสินใจสำคัญ ๆ ค่ะ ทักษะที่จำเป็นก็คือ Python, R, ความรู้สถิติเชิงลึก, Machine Learning, Deep Learning และที่สำคัญคือทักษะการสื่อสารเพื่อเล่าเรื่องจากข้อมูลให้คนอื่นเข้าใจง่ายค่ะแล้วใครคือ “ตัวจริง” ในไทยยุคนี้?
จากที่ฟ้าใสได้เห็นและคุยกับผู้เชี่ยวชาญหลายท่านในไทยมานะคะ หลายองค์กรยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการวางระบบจัดการข้อมูลเลยค่ะ ข้อมูลยังไม่สะอาด ยังไม่มีโครงสร้างที่ดีพอ ทำให้ “พี่ ๆ Data Engineer” นี่แหละค่ะที่เป็นพระเอกคนสำคัญในตอนนี้ เพราะถ้าไม่มีคนมาสร้างรากฐานที่ดี Data Scientist ก็แทบจะทำงานต่อไม่ได้เลยค่ะ พูดง่าย ๆ คือ Data Engineer ต้องมาปูทางให้ก่อน แล้ว Data Scientist ถึงจะมาต่อยอดสร้างคุณค่าจากข้อมูลนั้นได้เต็มที่นั่นเองค่ะ แต่ทั้งสองบทบาทนี้ต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดนะคะ ขาดคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้เลย!

ถาม: แล้วตลาดงานในไทยปี 2025 เนี่ย อาชีพไหนรุ่งกว่ากัน รายได้เป็นยังไงบ้างคะ?

ตอบ: โอ้โห คำถามนี้ถูกใจชาวมนุษย์เงินเดือนอย่างเราแน่นอนค่ะ! จากที่ฟ้าใสได้ส่องเทรนด์และอัตราเงินเดือนปี 2025 ในไทยมานะคะ บอกเลยว่าทั้ง Data Engineer และ Data Scientist ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดสูงมาก ๆ ค่ะ ไม่ต้องห่วงเรื่องหางานยากเลย แต่ความ “รุ่ง” อาจจะแตกต่างกันนิดหน่อยค่ะสำหรับ “Data Engineer” เนี่ย ความต้องการยังคงพุ่งทะยานไม่หยุดเลยค่ะ เพราะธุรกิจในไทยยังต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลอีกเยอะมาก ๆ ยิ่งเทรนด์ AI มาแรงขนาดนี้ AI จะทำงานไม่ได้เลยถ้าไม่มี Data Engineer ที่คอยป้อนข้อมูลสะอาด ๆ และสร้างระบบที่เสถียรให้ค่ะ ส่วนเรื่องรายได้ จากข้อมูลที่ฟ้าใสหามาและจากประสบการณ์ที่ได้ยินมานะคะ เงินเดือนเริ่มต้นสำหรับน้องใหม่ (Junior) อาจจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 – 50,000 บาทต่อเดือน แต่ถ้ามีประสบการณ์ 3-5 ปีขึ้นไปเนี่ย สามารถขยับไปได้ถึง 60,000 – 100,000 บาท หรือบางตำแหน่งในบริษัทใหญ่ ๆ อาจจะสูงกว่านี้ได้อีกเยอะเลยค่ะส่วน “Data Scientist” ก็ยังคงเป็นอาชีพดาวเด่นไม่แพ้กันค่ะ โดยเฉพาะเมื่อองค์กรเริ่มมีข้อมูลที่พร้อมใช้งานมากขึ้น ก็ยิ่งต้องการ Data Scientist มาช่วยวิเคราะห์และสร้างโมเดลที่ซับซ้อนขึ้นไปอีก รายได้ของ Data Scientist ในไทยเนี่ย ถือว่าค่อนข้างสูงเลยนะคะ สำหรับผู้เริ่มต้น (Junior) อาจจะอยู่ที่ 40,000 – 70,000 บาทต่อเดือน แต่ถ้าเป็นระดับ Senior หรือผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูง ๆ อาจแตะหลัก 150,000 – 225,500 บาทต่อเดือนได้สบาย ๆ เลยค่ะสรุปคือ ทั้งคู่รุ่งทั้งคู่ค่ะ ขึ้นอยู่กับความถนัดและความชอบส่วนตัวเลย ฟ้าใสรู้สึกว่า Data Engineer อาจจะมีโอกาสเติบโตและเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เพราะเป็นรากฐานสำคัญของทุกอย่างจริง ๆ ส่วน Data Scientist ก็ยังคงเป็นอาชีพที่ท้าทายและสร้างมูลค่าได้มหาศาลค่ะ

ถาม: อนาคตของสองสายงานนี้จะเป็นยังไง เมื่อ Generative AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น?

ตอบ: เป็นคำถามที่ฟ้าใสว่าน่าสนใจสุด ๆ เลยค่ะ เพราะ Generative AI เนี่ยกำลังเข้ามาพลิกโฉมโลกของเราอย่างรวดเร็วเลยใช่ไหมคะ หลายคนอาจจะกลัวว่า AI จะมาแย่งงานเราหรือเปล่า แต่จากที่ฟ้าใสได้ศึกษาและเห็นมานะคะ บอกเลยว่า AI จะเข้ามา “เสริมพลัง” ให้เรามากกว่าค่ะสำหรับ “Data Scientist” เนี่ย Generative AI จะเป็นเหมือน “ผู้ช่วยส่วนตัวสุดอัจฉริยะ” เลยค่ะ งานบางอย่างที่ต้องทำซ้ำ ๆ ใช้เวลานาน เช่น การทำความสะอาดข้อมูล (Data Cleaning), การเตรียมข้อมูล (ETL) หรือแม้กระทั่งการสร้างโค้ดพื้นฐาน Generative AI สามารถเข้ามาช่วยทำงานเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทำให้ Data Scientist มีเวลาไปโฟกัสกับงานที่ซับซ้อนมากขึ้น คิดค้นโมเดลใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์ หรือเจาะลึกหา Insight ที่ลึกซึ้งกว่าเดิมได้มากขึ้นค่ะ แต่สิ่งสำคัญคือ Data Scientist จะต้องมีทักษะในการตั้งคำสั่ง (Prompt Engineering) และสามารถประเมินผลลัพธ์จาก AI ได้อย่างมีวิจารณญาณนะคะ เพราะ AI ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะให้ข้อมูลผิดพลาดได้ค่ะส่วน “Data Engineer” ก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นไปอีกค่ะ!
เพราะ Generative AI ทุกตัวต้องการข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ “สะอาด ถูกต้อง และพร้อมใช้” เพื่อนำไปฝึกฝนและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนี่แหละค่ะคือหัวใจของงาน Data Engineer เลย AI ไม่สามารถสร้างข้อมูลดี ๆ หรือออกแบบระบบข้อมูลที่แข็งแกร่งได้ด้วยตัวเองค่ะ Data Engineer จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างและดูแลโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลให้ AI ทำงานได้อย่างราบรื่น รวมถึงการนำเครื่องมือ AI มาช่วยในการจัดการข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น ใช้ AI ในการตรวจสอบคุณภาพข้อมูล หรือช่วยในกระบวนการ ETL บางส่วนค่ะ พูดง่าย ๆ คือ ยิ่ง AI พัฒนาไปไกลแค่ไหน ความต้องการ Data Engineer ก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วยค่ะฟ้าใสเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ ทั้ง Data Engineer และ Data Scientist จะต้องทำงานร่วมกับ Generative AI อย่างใกล้ชิดค่ะ ไม่ใช่การถูกแทนที่ แต่เป็นการ “ยกระดับ” การทำงานของเราให้ไปอีกขั้น ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ และแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ดีกว่าเดิมมาก ๆ ค่ะ เตรียมตัวพัฒนาทักษะด้าน AI กันไว้ให้ดีนะคะ!

📚 อ้างอิง