นักเทคนิค Big Data: หมดปัญหาเครียดสะสม! 6 วิธีพลิกงานหนัก...

นักเทคนิค Big Data: หมดปัญหาเครียดสะสม! 6 วิธีพลิกงานหนักให้เป็นงานสบาย

webmaster

빅데이터 기술자의 직무 스트레스 관리법 - **Image Prompt 1: Focused Engineer at Work**
    "A professional female Big Data Engineer in her lat...

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวบล็อกที่น่ารักทุกคน! ในโลกยุคดิจิทัลที่ข้อมูลไหลบ่าท่วมท้นแบบนี้ “วิศวกร Big Data” ถือเป็นฮีโร่ผู้เบื้องหลังที่สำคัญมากๆ เลยนะคะ เพราะพวกเขาคือผู้สร้างและดูแลระบบจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ที่ซับซ้อนสุดๆ แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังความเจ๋งนี้ พวกเขาต้องแบกรับความกดดันและความเครียดมากมายขนาดไหน ทั้งจากปริมาณงานที่มหาศาล ความคาดหวังที่สูงลิ่ว และการแข่งขันที่ดุเดือด จนบางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามีวิธีไหนบ้างนะที่จะช่วยให้เหล่าวิศวกรข้อมูลเหล่านี้จัดการกับความเครียดและยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกับมีความสุขในชีวิตไปด้วยในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มานาน ฉันเข้าใจเลยว่าความท้าทายเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย บางทีก็รู้สึกเหมือนกำลังวิ่งแข่งกับเวลาที่ไม่เคยพอ แถมยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ต้องเรียนรู้อยู่เสมอจนบางครั้งก็แอบท้อแท้ไปบ้าง แต่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะวันนี้ฉันมีเคล็ดลับดีๆ ที่ได้ลองใช้เองแล้วเวิร์คมากๆ มาฝากเพื่อนๆ ที่ทำงานในสายนี้โดยเฉพาะเลยค่ะ เพื่อให้ทุกคนสามารถรับมือกับความเครียดและสร้างสมดุลในชีวิตการทำงานได้อย่างยั่งยืน ถ้าพร้อมแล้ว มาดูกันเลยค่ะว่ามีอะไรบ้าง

빅데이터 기술자의 직무 스트레스 관리법 관련 이미지 1

ปรับมุมมองความคิด ชีวิตก็เปลี่ยนได้ไม่ยาก

เชื่อไหมคะว่าบางครั้งต้นตอของความเครียดมันไม่ได้มาจากงานหรือสถานการณ์ภายนอกทั้งหมดหรอก แต่มันมาจากวิธีที่เรามองสิ่งเหล่านั้นต่างหากล่ะ! ฉันเคยเป็นคนหนึ่งที่มองโลกในแง่ลบสุดๆ เวลาเจอปัญหาอะไรนิดหน่อยก็คิดไปไกลว่ามันต้องแย่แน่ๆ งานก็เยอะอยู่แล้วยังต้องมาเจอเรื่องนู้นเรื่องนี้อีก จนบางทีก็รู้สึกท้อแท้ไปหมด แต่พอได้มาลองปรับมุมมองใหม่ๆ ฝึกมองหาข้อดีในทุกสถานการณ์ มองปัญหาให้เป็นความท้าทายแทนที่จะเป็นอุปสรรค มันทำให้ฉันรู้สึกเบาสบายขึ้นเยอะเลยค่ะ ไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะหายไปนะ แต่วิธีที่เราเผชิญหน้ากับมันต่างหากที่เปลี่ยนไป ทำให้เรามีพลังงานและกำลังใจที่จะรับมือกับสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้นมากๆ เลยค่ะ การฝึกคิดบวกไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธความจริง แต่เป็นการเลือกที่จะโฟกัสในสิ่งที่สร้างสรรค์และมีประโยชน์ต่อจิตใจของเราเองนะคะ ลองดูสิ แล้วจะรู้ว่าชีวิตมันดีขึ้นจริงๆ

มองหาโอกาสจากความท้าทาย

ทุกครั้งที่เราเจอโปรเจกต์ใหม่ๆ หรือปัญหาที่ซับซ้อนในงาน Big Data แทนที่จะมองว่าเป็นภาระที่หนักอึ้ง ลองเปลี่ยนความคิดว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้พัฒนาทักษะให้เฉียบคมยิ่งขึ้นไปอีกสิคะ อย่างที่ฉันเคยเจอโปรเจกต์ที่ต้องจัดการข้อมูลมหาศาลแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน ตอนแรกก็กังวลมากว่าจะทำได้ไหม แต่พอคิดว่านี่แหละคือสนามเด็กเล่นที่เราจะได้ลองงัดวิชาที่มีมาใช้ให้เต็มที่ และได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยสัมผัส มันกลับกลายเป็นความตื่นเต้นมากกว่าความเครียดซะอีกค่ะ พอเรามองว่าทุกความท้าทายคือบันไดสู่ความสำเร็จ จิตใจเราก็จะฮึกเหิมและมีพลังงานบวกที่จะก้าวผ่านมันไปได้เอง ยิ่งไปกว่านั้นการที่เราได้ลงมือแก้ปัญหาที่ยากๆ สำเร็จ มันจะสร้างความภาคภูมิใจและความมั่นใจให้กับเราอย่างมหาศาลเลยนะคะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่จะเป็นเกราะป้องกันความเครียดชั้นดีให้กับเราในระยะยาวค่ะ

ฝึกสติและยอมรับในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

ในงานวิศวกรข้อมูล มีหลายครั้งเลยที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ผิดพลาด ระบบล่ม หรือความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ซึ่งถ้าเรามัวแต่ไปจมปลักกับสิ่งเหล่านี้ก็จะยิ่งเครียดเข้าไปใหญ่เลยค่ะ สิ่งที่ฉันทำคือการฝึกสติและยอมรับว่าบางสิ่งเราไม่สามารถควบคุมได้จริงๆ อย่างเวลาที่ระบบล่มแบบไม่คาดฝัน แทนที่จะแพนิกและโทษตัวเอง ลองหายใจเข้าลึกๆ แล้วโฟกัสไปที่สิ่งที่เราสามารถทำได้ในตอนนี้ เช่น การแก้ไขปัญหาอย่างใจเย็น การแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ หรือการวางแผนป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำในอนาคต การยอมรับในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้จะช่วยให้เราปล่อยวางความกังวลที่ไม่จำเป็นออกไปได้เยอะเลยค่ะ ทำให้จิตใจของเรามีพื้นที่ว่างพอที่จะคิดหาทางออกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลองฝึกอยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องกังวลถึงอดีตที่ผ่านไปแล้ว หรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง แล้วคุณจะพบว่าความสงบใจอยู่ใกล้แค่เอื้อมค่ะ

จัดสรรเวลาให้ลงตัว ชีวิตไม่ตึงเปรี๊ยะ

Advertisement

เพื่อนๆ คงเคยได้ยินคำว่า Work-Life Balance กันบ่อยๆ ใช่ไหมคะ ในฐานะวิศวกร Big Data ที่งานหนักและท้าทายสุดๆ การจัดสรรเวลาให้ลงตัวนี่แหละคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เราไม่จมอยู่กับความเครียดจนเกินไป ฉันเคยมีช่วงหนึ่งที่บ้างานมากๆ ทำงานตั้งแต่เช้ายันดึก แทบจะไม่มีเวลาให้ตัวเองเลย กินข้าวก็รีบๆ นอนก็ไม่พอ สุดท้ายร่างกายก็ประท้วงค่ะ ป่วยบ้าง เหนื่อยล้าบ้าง จนประสิทธิภาพการทำงานลดลงไปเยอะเลย นั่นแหละคือจุดที่ทำให้ฉันตระหนักว่าเราต้องดูแลตัวเองให้ดีพอๆ กับที่เราดูแลโปรเจกต์งานเลยนะ การจัดตารางชีวิตที่ดีไม่ใช่แค่การแบ่งเวลาทำงานกับเวลาส่วนตัว แต่มันคือการสร้างสมดุลที่ยืดหยุ่นได้ ให้เราสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ พักผ่อนได้อย่างเต็มอิ่ม และมีเวลาสนุกกับกิจกรรมที่ชอบได้อย่างเต็มที่ด้วยเช่นกันค่ะ มันคือการลงทุนเพื่อสุขภาพกายและใจของเราเองในระยะยาวเลยนะ

วางแผนงานและจัดลำดับความสำคัญ

เคล็ดลับแรกที่ฉันใช้แล้วได้ผลมากๆ คือการวางแผนงานค่ะ ในแต่ละวันหรือแต่ละสัปดาห์ ฉันจะลิสต์งานทั้งหมดที่ต้องทำออกมา แล้วจัดลำดับความสำคัญของแต่ละงาน อาจจะใช้หลักการ Eisenhower Matrix (เร่งด่วน/สำคัญ) หรือจะแค่แบ่งเป็น “ต้องทำวันนี้” “ทำพรุ่งนี้” “ทำเมื่อมีเวลา” ก็ได้ค่ะ พอเราเห็นภาพรวมของงานทั้งหมด เราก็จะสามารถบริหารจัดการเวลาได้ดีขึ้น ไม่ต้องรู้สึกเหมือนกำลังถูกกองงานถาโถมใส่ การทำแบบนี้ยังช่วยให้เราโฟกัสกับงานที่สำคัญจริงๆ ก่อน ลดการเสียเวลาไปกับงานที่ไม่จำเป็น และที่สำคัญที่สุดคือพอเราทำเครื่องหมายว่างานไหนเสร็จไปแล้วบ้าง มันจะสร้างความรู้สึกดีๆ และลดความเครือมืดมิดในหัวไปได้เยอะเลยนะคะ ลองใช้เครื่องมือช่วยวางแผนงานต่างๆ เช่น Trello, Jira หรือแม้แต่ To-Do List ง่ายๆ ในสมุด ก็ช่วยได้เยอะเลยค่ะ

กำหนดขอบเขตเวลาทำงานให้ชัดเจน

สิ่งนี้สำคัญมากๆ เลยค่ะสำหรับคนที่ทำงานสายเทคที่มักจะทำงานเกินเวลาอยู่บ่อยๆ ฉันเองก็เคยเป็นคนที่พร้อมจะทำงานตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์หรือช่วงเย็นหลังเลิกงาน แต่พอมันเป็นแบบนั้นไปนานๆ ร่างกายและจิตใจก็ไม่ไหวค่ะ สิ่งที่ฉันทำคือการกำหนดขอบเขตเวลาทำงานของตัวเองให้ชัดเจน เช่น ตั้งใจว่าจะทำงานแค่ 8-9 ชั่วโมงต่อวัน และหลังเลิกงานก็คือเวลาส่วนตัวจริงๆ พยายามไม่เช็คอีเมล หรือตอบข้อความเกี่ยวกับงานถ้าไม่จำเป็นจริงๆ การทำแบบนี้ในช่วงแรกอาจจะยากหน่อย แต่พอเราทำได้แล้วจะรู้สึกเลยว่าชีวิตมีสมดุลมากขึ้น มีเวลาไปทำกิจกรรมที่ชอบ พักผ่อน หรืออยู่กับคนที่เรารัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละคือพลังงานที่ช่วยให้เรากลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในวันถัดไป การแยกเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวออกจากกันให้ชัดเจนจะช่วยป้องกันภาวะ Burnout ได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

พักสมองเติมพลังให้ตัวเอง

ทำงานหนักกันมาทั้งวันแล้ว การพักผ่อนที่ดีมีคุณภาพนี่แหละคือสิ่งที่จะช่วยเติมพลังให้เรากลับมาพร้อมลุยต่อในวันใหม่ได้ ไม่ใช่แค่การนอนหลับเท่านั้นนะ แต่หมายถึงการพักสมองจากเรื่องงานอย่างแท้จริง การได้ออกไปทำกิจกรรมที่เราชอบ ได้ใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข สิ่งเหล่านี้จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดทั้งวันได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ ฉันเองก็เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนมากๆ เลยนะ เพราะเคยมีประสบการณ์ที่หักโหมทำงานจนร่างกายและจิตใจมันล้าไปหมด พอได้มาลองจัดตารางเวลาให้มีช่วงพักผ่อนหย่อนใจอย่างสม่ำเสมอ มันทำให้ฉันรู้สึกสดชื่น มีความคิดสร้างสรรค์ และมีพลังงานในการทำงานมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยล่ะค่ะ อย่าลืมว่าร่างกายและจิตใจของเราก็เหมือนเครื่องจักรที่ต้องได้รับการบำรุงรักษาและพักผ่อนบ้างนะ

หากิจกรรมผ่อนคลายนอกเวลางาน

เพื่อนๆ มีกิจกรรมอะไรที่ทำแล้วรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขบ้างไหมคะ สำหรับฉันแล้ว การได้ออกไปวิ่งจ็อกกิ้งตอนเช้าๆ หรือการได้นั่งอ่านหนังสือเล่มโปรดในร้านกาแฟเงียบๆ เป็นอะไรที่ช่วยให้สมองได้พักจากเรื่องโค้ดและข้อมูลต่างๆ ได้ดีมากๆ เลยล่ะค่ะ บางคนอาจจะชอบดูหนัง ฟังเพลง เล่นดนตรี ทำสวน หรือทำอาหาร การได้ทำกิจกรรมที่เราหลงใหลและไม่ใช่เรื่องงาน จะช่วยให้เราได้ปลดปล่อยความเครียด เปลี่ยนโฟกัสจากเรื่องที่ตึงเครียดมาสู่เรื่องที่สนุกสนานและสร้างสรรค์ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราได้ชาร์จแบตให้ตัวเอง ทำให้จิตใจของเรากลับมาสดใสและพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ได้ดีขึ้นมากๆ เลยค่ะ อย่ารอช้าที่จะลองหากิจกรรมผ่อนคลายที่ใช่สำหรับตัวเองดูนะคะ มันดีต่อใจจริงๆ นะ

การนอนหลับอย่างเพียงพอและมีคุณภาพ

เรื่องนี้อาจจะฟังดูธรรมดา แต่จริงๆ แล้วสำคัญมากๆ เลยนะคะ โดยเฉพาะกับวิศวกร Big Data ที่ต้องใช้สมองคิดวิเคราะห์ตลอดเวลา การนอนหลับอย่างเพียงพอและมีคุณภาพจะช่วยให้สมองของเราได้พักผ่อนและฟื้นฟูตัวเองอย่างเต็มที่ ฉันเคยมีช่วงที่นอนน้อยมากๆ เพราะต้องเร่งงาน ทำให้ตื่นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น คิดอะไรไม่ค่อยออก สมาธิก็ไม่ดี แถมยังหงุดหงิดง่ายอีกด้วยค่ะ แต่พอได้มาปรับเวลานอนให้สม่ำเสมอ นอนให้ครบ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน และสร้างสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้เหมาะสมกับการพักผ่อน เช่น ปิดไฟให้มืดสนิท ปรับอุณหภูมิให้พอดี มันทำให้ฉันรู้สึกว่าคุณภาพชีวิตดีขึ้นเยอะเลย ตื่นเช้ามาอย่างสดใส สมองปลอดโปร่ง พร้อมลุยงานได้อย่างเต็มที่ ใครที่รู้สึกเครียดๆ ลองกลับมาให้ความสำคัญกับการนอนดูนะคะ รับรองว่ามันช่วยได้จริงๆ

เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

Advertisement

ในโลกของ Big Data ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การหยุดนิ่งเท่ากับถอยหลังเลยนะคะ การที่เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ พัฒนาทักษะของตัวเองให้ทันสมัยอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่ช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้นเท่านั้นนะ แต่มันยังช่วยลดความเครียดและความกังวลจากการกลัวว่าจะตามไม่ทันเทคโนโลยีอีกด้วยค่ะ ฉันเองก็เป็นคนที่ชอบเรียนรู้มากๆ เลยนะ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านบทความวิชาการ การเข้าคอร์สออนไลน์ หรือแม้แต่การเข้าร่วมงานสัมมนาต่างๆ พอเราได้อัปเดตความรู้ใหม่ๆ มันทำให้เรารู้สึกมั่นใจในการทำงานมากขึ้น รู้สึกว่าเรายังเป็นคนที่มีคุณค่าและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ การลงทุนกับการพัฒนาตัวเองนี่แหละคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเลยค่ะ

อัปเดตเทคโนโลยีและเครื่องมือใหม่ๆ

วงการ Big Data นี่ไปไวมากๆ เลยใช่ไหมคะ มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นแทบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นภาษาโปรแกรมมิ่งใหม่ๆ เฟรมเวิร์คที่ช่วยประมวลผลข้อมูล หรือเครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์ต่างๆ การที่เราได้เรียนรู้และทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ จะช่วยให้เราไม่รู้สึกตกยุคและสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสิ่งนี้เองที่จะช่วยลดความเครียดจากการต้องทำงานกับระบบเก่าๆ หรือการไม่เข้าใจเครื่องมือใหม่ๆ ลองแบ่งเวลาวันละนิดวันละหน่อยเพื่ออ่านข่าวสารในวงการ ติดตามบล็อกของกูรู หรือลองทำโปรเจกต์เล็กๆ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ดูนะคะ มันจะช่วยให้เรามีไฟในการทำงานและรู้สึกสนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอเลยล่ะ

แบ่งปันความรู้และเรียนรู้จากคนอื่น

บางครั้งการที่เราได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับเพื่อนร่วมงานหรือคนในวงการเดียวกัน ก็เป็นอีกวิธีที่ดีเยี่ยมในการพัฒนาตัวเองและลดความเครียดนะคะ ฉันเองก็มักจะเข้าร่วมคอมมูนิตี้ของ Big Data Engineers ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ปรึกษาหารือเกี่ยวกับปัญหาที่เจอในการทำงาน หรือแม้แต่แบ่งปันเคล็ดลับและประสบการณ์ต่างๆ การทำแบบนี้ทำให้ฉันรู้สึกว่าไม่ได้ทำงานคนเดียว มีคนอื่นๆ ที่เข้าใจและพร้อมจะช่วยเหลือเสมอ แถมยังได้เรียนรู้จากมุมมองที่หลากหลาย ซึ่งบางครั้งก็เป็นวิธีแก้ปัญหาที่เราไม่เคยคิดถึงมาก่อนเลยก็มีค่ะ การได้แบ่งปันความรู้และช่วยเหลือคนอื่นก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มพลังใจได้เป็นอย่างดีเลยนะ

สร้างเครือข่ายสังคมที่แข็งแรง

คนเราเป็นสัตว์สังคม ยังไงก็ต้องมีเพื่อน มีคนที่เราสามารถพูดคุยระบายความรู้สึก หรือขอคำปรึกษาได้ใช่ไหมคะ สำหรับวิศวกร Big Data ที่งานค่อนข้างเฉพาะทางและบางครั้งก็รู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวในโลกของข้อมูล การมีเครือข่ายสังคมที่แข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน เพื่อนสมัยเรียน หรือแม้แต่กลุ่มคนที่สนใจเรื่องเดียวกันในโลกออนไลน์ จะช่วยลดความเครียดและความเหงาลงไปได้เยอะเลยค่ะ ฉันเองก็มีกลุ่มเพื่อนสนิทในวงการที่เราจะนัดเจอกันบ้าง คุยกันผ่านแอปพลิเคชันบ้าง เวลาที่เจอปัญหาหรือรู้สึกท้อแท้ การได้ระบายให้เพื่อนฟังหรือได้รับกำลังใจจากพวกเขามันช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้จริงๆ นะคะ อย่าเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว เพราะบางครั้งการได้พูดคุยก็เป็นเหมือนการปลดล็อกความรู้สึกที่หนักอึ้งออกไปจากใจได้ค่ะ

เชื่อมสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

เพื่อนร่วมงานไม่ใช่แค่คนที่ทำงานด้วยกัน แต่ยังเป็นคนที่เข้าใจความท้าทายในงานของเราได้ดีที่สุดด้วยนะคะ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานจะช่วยให้บรรยากาศการทำงานผ่อนคลายขึ้น มีคนที่เราสามารถปรึกษาหารือเกี่ยวกับงานได้ หรือแม้แต่ระบายเรื่องส่วนตัวบ้างเล็กน้อย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความตึงเครียดจากการทำงานลงไปได้เยอะเลยค่ะ ลองชวนเพื่อนร่วมงานไปกินข้าวกลางวันด้วยกันบ้างหลังเลิกงาน หรือจัดกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ดูสิคะ นอกจากจะทำให้การทำงานราบรื่นขึ้นแล้ว เรายังอาจจะได้เพื่อนสนิทเพิ่มขึ้นด้วยนะ อย่างที่ฉันเคยเจอโปรเจกต์ที่ยากมากๆ แล้วรู้สึกท้อแท้ แต่พอได้คุยกับเพื่อนร่วมทีมที่เขาก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว เขาก็ให้กำลังใจและคำแนะนำดีๆ ที่ทำให้ฉันมีแรงสู้ต่อค่ะ

เข้าร่วมคอมมูนิตี้และกิจกรรมต่างๆ

นอกจากเพื่อนร่วมงานแล้ว การเข้าร่วมคอมมูนิตี้ของ Big Data Engineers หรือนักพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างๆ ก็เป็นวิธีที่ดีเยี่ยมในการสร้างเครือข่ายสังคมที่กว้างขึ้นนะคะ ในประเทศไทยเองก็มีกลุ่มและเพจต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย หรือมีการจัด Meetup บ่อยๆ การได้ไปพบปะพูดคุยกับคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน ทำให้เราได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองใหม่ๆ ที่อาจจะไม่เคยคิดถึงมาก่อน แถมยังได้เรียนรู้เทคนิคและแนวทางแก้ไขปัญหาที่น่าสนใจอีกด้วยค่ะ บางทีการได้ฟังเรื่องราวของคนอื่นที่เคยเจอปัญหาคล้ายๆ กับเรา มันก็ช่วยให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ และมีกำลังใจที่จะก้าวต่อไปได้ค่ะ ฉันขอแนะนำให้เพื่อนๆ ลองหาคอมมูนิตี้ที่น่าสนใจแล้วลองเข้าไปมีส่วนร่วมดูนะคะ มันเปิดโลกของเราได้จริงๆ

ดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง

ไม่ว่างานจะหนักแค่ไหน โปรเจกต์จะเร่งด่วนเพียงใด สิ่งที่เราไม่ควรละเลยเป็นอันขาดเลยก็คือสุขภาพกายและใจของเราเองนี่แหละค่ะ เพราะถ้าเราสุขภาพไม่ดีแล้ว จะเอาแรงที่ไหนไปทำงานให้มีประสิทธิภาพได้จริงไหมคะ ในฐานะวิศวกร Big Data ที่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ และต้องใช้สมองอย่างหนักหน่วง การดูแลตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เลยค่ะ ฉันเคยมีช่วงที่ทำงานหนักจนละเลยการออกกำลังกายและเรื่องอาหารการกิน สุดท้ายก็ป่วยง่าย ไม่สบายบ่อยๆ ทำให้งานสะดุดไปด้วยเลย นั่นแหละคือบทเรียนที่ทำให้ฉันตระหนักว่าสุขภาพดีคือพื้นฐานสำคัญของทุกสิ่งจริงๆ ค่ะ การลงทุนกับสุขภาพคือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุดในระยะยาวเลยนะคะ

ออกกำลังกายเป็นประจำ

การออกกำลังกายเป็นยาอายุวัฒนะที่ดีที่สุดเลยค่ะ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักกีฬามืออาชีพก็ได้นะคะ แค่ได้ขยับร่างกายวันละนิดวันละหน่อยก็ดีแล้ว อย่างฉันเองก็พยายามที่จะออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือเล่นโยคะ การออกกำลังกายไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นเท่านั้นนะ แต่ยังช่วยลดความเครียด ปลดปล่อยสารเอ็นดอร์ฟินที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุข และยังช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นอีกด้วยค่ะ พอร่างกายแข็งแรง จิตใจเราก็จะสดชื่นแจ่มใส มีพลังงานที่จะรับมือกับงานที่ท้าทายได้อย่างเต็มที่ ลองหาประเภทการออกกำลังกายที่เราชอบดูนะคะ จะได้ทำได้อย่างต่อเนื่องและมีความสุขกับการได้ดูแลตัวเองค่ะ

เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

เรื่องอาหารการกินก็สำคัญไม่แพ้กันเลยนะคะ โดยเฉพาะกับคนที่ต้องใช้สมองเยอะอย่างเราๆ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ จะช่วยบำรุงสมองและร่างกายให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ฉันพยายามที่จะเลือกกินผักผลไม้ให้หลากหลาย โปรตีนไม่ติดมัน และลดอาหารแปรรูปหรือน้ำตาลลงให้น้อยที่สุด การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงเท่านั้นนะ แต่ยังส่งผลดีต่ออารมณ์และสมาธิในการทำงานอีกด้วยค่ะ เคยมีบางช่วงที่กินแต่อาหารขยะ รู้สึกเลยว่าร่างกายมันหนักอึ้ง สมองก็ไม่แล่น แต่พอปรับมากินอาหารที่ดีขึ้น รู้สึกได้เลยว่ามีพลังงานมากขึ้นและคิดงานได้ดีกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ อย่าลืมดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอด้วยนะคะ

ฝึกจัดการอารมณ์และความเครียด

นอกจากการดูแลร่างกายแล้ว การดูแลสุขภาพใจก็สำคัญไม่แพ้กันเลยนะคะ โดยเฉพาะการฝึกจัดการอารมณ์และความเครียดที่เข้ามาในชีวิตประจำวันของวิศวกร Big Data อย่างเราๆ มีหลายวิธีเลยค่ะที่จะช่วยจัดการกับความเครียดได้ อย่างฉันเองก็ลองใช้หลายวิธีเลยนะ เช่น การฝึกหายใจลึกๆ การทำสมาธิ หรือแม้แต่การเขียนบันทึกประจำวันเพื่อระบายความรู้สึกออกมา การได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองบ้าง ทบทวนอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง จะช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น และสามารถรับมือกับความเครียดได้อย่างมีสติ ไม่ใช่การหนีปัญหา แต่เป็นการเผชิญหน้าและหาทางจัดการกับมันอย่างถูกวิธีค่ะ ลองดูตารางเปรียบเทียบวิธีการจัดการความเครียดง่ายๆ เหล่านี้ดูนะคะ

วิธีการจัดการความเครียด คำอธิบาย ประโยชน์
การหายใจลึกๆ หายใจเข้าทางจมูกช้าๆ นับ 1-4 กลั้นไว้ 1-2 วินาที แล้วหายใจออกทางปากช้าๆ นับ 1-6 ทำซ้ำหลายครั้ง ช่วยให้จิตใจสงบ ลดอัตราการเต้นของหัวใจ บรรเทาความวิตกกังวล
การทำสมาธิแบบง่าย นั่งในท่าที่สบาย หลับตา โฟกัสไปที่ลมหายใจ หรือคำภาวนาสั้นๆ สัก 5-10 นาทีต่อวัน เพิ่มสมาธิ ลดความฟุ้งซ่าน ทำให้จิตใจสงบและผ่อนคลาย
การออกกำลังกายเบาๆ เดินเล่นในสวน ยืดเส้นยืดสาย หรือเล่นโยคะเบื้องต้น ลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ปล่อยสารแห่งความสุข (Endorphins)
การเขียนบันทึก เขียนระบายความรู้สึก ปัญหา หรือความคิดต่างๆ ลงในสมุดบันทึก ช่วยให้ได้ปลดปล่อยอารมณ์ เห็นภาพรวมของปัญหา และหาทางออกได้ง่ายขึ้น
Advertisement

ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและเป็นไปได้

การมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายในระยะสั้นหรือระยะยาว จะช่วยให้เรามีทิศทางในการทำงานและการใช้ชีวิตนะคะ สำหรับวิศวกร Big Data ที่ต้องทำงานกับข้อมูลและระบบที่ซับซ้อน การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้เราโฟกัสได้ถูกจุด ไม่ต้องเสียเวลากับสิ่งที่ไม่จำเป็น และยังช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำงานได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ ฉันเองก็เป็นคนที่ชอบตั้งเป้าหมายเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน หรือเป้าหมายใหญ่ๆ สำหรับโปรเจกต์สำคัญๆ พอเราทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้สำเร็จ มันจะสร้างความรู้สึกภาคภูมิใจและความมั่นใจให้กับเราอย่างมหาศาลเลยนะคะ ยิ่งไปกว่านั้น การมีเป้าหมายยังช่วยให้เราสามารถประเมินผลการทำงานของตัวเองได้ และปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นไปอีกในอนาคตค่ะ

แบ่งเป้าหมายใหญ่ให้เป็นเป้าหมายย่อย

บางครั้งเป้าหมายใหญ่ๆ อย่างการสร้างระบบ Big Data ที่ซับซ้อน อาจจะดูน่ากลัวและทำให้รู้สึกท้อแท้ได้ใช่ไหมคะ สิ่งที่ฉันทำคือการแบ่งเป้าหมายใหญ่ๆ เหล่านั้นให้เป็นเป้าหมายย่อยๆ ที่ทำได้ง่ายขึ้น เช่น แทนที่จะคิดว่า “ต้องสร้างระบบให้เสร็จทั้งหมด” ก็เปลี่ยนเป็น “วันนี้จะออกแบบฐานข้อมูลส่วนนี้ให้เสร็จ” หรือ “พรุ่งนี้จะเขียนโค้ดสำหรับโมดูลนี้” การทำแบบนี้จะช่วยให้เราเห็นความก้าวหน้าในการทำงานอย่างชัดเจน และรู้สึกว่าเป้าหมายใหญ่ๆ นั้นไม่ได้ไกลเกินเอื้อมอย่างที่คิดค่ะ พอเราทำเป้าหมายย่อยๆ สำเร็จไปทีละอย่าง มันจะสร้างแรงผลักดันและความกระตือรือร้นให้เราอยากทำเป้าหมายต่อไปให้สำเร็จ และจะนำไปสู่ความสำเร็จของเป้าหมายใหญ่ในที่สุดค่ะ

ทบทวนและปรับปรุงเป้าหมายเป็นประจำ

빅데이터 기술자의 직무 스트레스 관리법 관련 이미지 2
โลกของ Big Data นั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เป้าหมายของเราก็อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ด้วยเช่นกันค่ะ สิ่งสำคัญคือการที่เราต้องทบทวนเป้าหมายของตัวเองเป็นประจำ อาจจะทุกเดือน ทุกไตรมาส หรือทุกปี เพื่อดูว่าเป้าหมายที่เราตั้งไว้นั้นยังสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันอยู่หรือไม่ มีสิ่งใดที่เราสามารถปรับปรุงหรือเพิ่มเติมได้บ้าง การทำแบบนี้จะช่วยให้เป้าหมายของเรายังคงมีความเหมาะสมและสามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้จริงค่ะ อย่างที่ฉันเคยเจอสถานการณ์ที่เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามามีบทบาท ทำให้เป้าหมายเดิมที่เคยตั้งไว้ต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ทันสมัยและเป็นประโยชน์สูงสุด การยืดหยุ่นและพร้อมที่จะปรับตัวนี่แหละคือหัวใจสำคัญในการทำงานในสายนี้เลยนะ

글을마치며

เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ ชาว Big Data Engineers ที่รักทุกคน? หลังจากที่เราได้พูดคุยกันถึงสารพัดวิธีในการจัดการกับความเครียดและสร้างสมดุลให้กับชีวิตการทำงานของพวกเรา ฉันหวังว่าเคล็ดลับเหล่านี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้ทุกคนมีกำลังใจที่จะก้าวเดินต่อไปในเส้นทางที่ท้าทายนี้ได้นะคะ อย่าลืมว่าการดูแลตัวเองทั้งกายและใจนั้นสำคัญพอๆ กับการดูแลระบบข้อมูลที่ซับซ้อนเลยค่ะ เพราะถ้าตัวเราไม่แข็งแรง ไม่มีความสุข แล้วพลังงานบวกที่ไหนจะไปสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ให้โลกได้เห็นจริงไหมคะ

ฉันอยากให้ทุกคนจำไว้เสมอว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียวในเส้นทางนี้ หากรู้สึกเหนื่อยหรือท้อแท้ ลองมองหาเพื่อนร่วมงาน คอมมูนิตี้ หรือคนที่คุณรักเพื่อพูดคุยระบายความรู้สึกออกมานะคะ การได้รับฟังและกำลังใจจากคนรอบข้างจะช่วยให้เรามีพลังกลับมาสู้ใหม่ได้เสมอเลยค่ะ ชีวิตการทำงานในสาย Big Data อาจเต็มไปด้วยความกดดันและความเปลี่ยนแปลง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทายที่เราจะได้เติบโตและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการได้สร้างสรรค์ผลงานดีๆ และมีชีวิตที่สมดุลอย่างยั่งยืนนะคะ!

ฉันเชื่อมั่นว่าพวกเราทุกคนมีศักยภาพที่จะเป็น Big Data Engineers ที่เก่งกาจและมีความสุขไปพร้อมๆ กันค่ะ สู้ๆ นะคะทุกคน!

Advertisement

알아두면 쓸โม 있는 정보

1. กำหนดขอบเขตเวลาทำงานที่ชัดเจน: การแบ่งเวลาทำงานกับเวลาส่วนตัวให้ชัดเจนจะช่วยป้องกันภาวะหมดไฟได้ดีที่สุดค่ะ ลองตั้งใจว่าจะไม่เช็คอีเมลหรืองานหลังเวลางาน หากไม่จำเป็นจริงๆ เพื่อให้สมองได้พักผ่อนอย่างเต็มที่นะคะ

2. ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายและอาหาร: ร่างกายที่แข็งแรงเป็นพื้นฐานของจิตใจที่ดีค่ะ การออกกำลังกายเป็นประจำและการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ไม่เพียงช่วยให้สุขภาพดี แต่ยังช่วยลดความเครียดและเพิ่มพลังงานให้เราพร้อมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยนะคะ

3. เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ: ในวงการ Big Data ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว การไม่หยุดเรียนรู้เป็นสิ่งจำเป็น ลองหาคอร์สออนไลน์ อ่านบทความ หรือเข้าร่วมสัมมนาเพื่ออัปเดตความรู้และทักษะใหม่ๆ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจและลดความกังวลในการทำงานได้มากเลยค่ะ

4. สร้างเครือข่ายสังคมและขอความช่วยเหลือ: อย่าเก็บปัญหาไว้คนเดียว การมีเพื่อนร่วมงานที่ดี หรือกลุ่มคอมมูนิตี้สำหรับแลกเปลี่ยนความรู้และระบายความรู้สึก จะช่วยให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและได้รับคำแนะนำดีๆ ในการแก้ไขปัญหาได้นะคะ

5. ฝึกสติและการจัดการอารมณ์: การฝึกทำสมาธิ หายใจลึกๆ หรือแม้แต่การเขียนบันทึก จะช่วยให้เราเข้าใจอารมณ์และความเครียดของตัวเองได้ดีขึ้น และสามารถหาวิธีจัดการกับมันได้อย่างมีสติ ไม่ใช่การหนีปัญหาค่ะ

สำคัญ 사항 정리

ในฐานะวิศวกร Big Data การจัดการความเครียดและสร้างสมดุลในชีวิตนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ จากที่ฉันได้ลองทำมาด้วยตัวเอง การปรับมุมมองความคิดให้เป็นบวก มองปัญหาเป็นโอกาส จะช่วยให้เรามีพลังในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างไม่ย่อท้อ

การจัดสรรเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวให้ชัดเจนก็เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เราไม่รู้สึกตึงเครียดจนเกินไป ควรวางแผนงานอย่างเป็นระบบ และรู้จักปฏิเสธงานที่ไม่จำเป็น เพื่อให้มีเวลาสำหรับพักผ่อนและทำกิจกรรมที่ชอบได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับสุขภาพกายและใจ ทั้งการออกกำลังกาย การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ และการนอนหลับอย่างเพียงพอ จะช่วยให้ร่างกายและสมองของเราพร้อมทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพในทุกๆ วัน

ที่สำคัญที่สุดคือ อย่าหยุดเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องในโลกของ Big Data ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และอย่าลืมสร้างเครือข่ายสังคมที่แข็งแรงเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และเป็นกำลังใจให้กันและกันนะคะ เพราะการมีเป้าหมายที่ชัดเจนพร้อมกับการดูแลตัวเองอย่างดีเยี่ยม จะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จและความสุขในเส้นทางอาชีพนี้ได้อย่างยั่งยืนแน่นอนค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ในฐานะวิศวกร Big Data ที่ต้องเจอกับข้อมูลมหาศาลและเดดไลน์ที่บีบคั้น เราจะจัดการกับความเครียดและปริมาณงานที่หนักอึ้งได้อย่างไรคะ

ตอบ: โอ้โห เข้าใจเลยค่ะว่าสถานการณ์แบบนี้มันกดดันแค่ไหน! ตัวฉันเองก็เคยผ่านช่วงที่รู้สึกเหมือนกำลังจมกองข้อมูลและเวลาก็ไม่พออยู่บ่อยๆ เลยค่ะ สิ่งแรกที่ฉันค้นพบว่าช่วยได้มากคือการแบ่งงานออกเป็นส่วนย่อยๆ แล้วใช้เทคนิค Pomodoro ค่ะ คือการตั้งเวลาทำงาน 25 นาทีโดยไม่วอกแวก แล้วพักสั้นๆ 5 นาที ทำแบบนี้วนไปจะช่วยให้สมองไม่ล้าเกินไป และรู้สึกว่าได้พักเป็นช่วงๆ ด้วย ที่สำคัญคือการจัดลำดับความสำคัญของงานให้ดีค่ะ ใช้หลักการ Eisenhower Matrix (งานสำคัญและเร่งด่วน) เข้ามาช่วยจัดระเบียบความคิด ทำให้รู้ว่าอะไรควรรีบทำ อะไรรอได้บ้าง บางครั้งเราอาจจะต้องเรียนรู้ที่จะ “ปฏิเสธ” งานที่ไม่สามารถรับเพิ่มได้จริงๆ เพื่อรักษาสุขภาพจิตของตัวเองด้วยนะคะ อย่าลืมว่าเราก็เป็นคน ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่จะรับได้ทุกอย่าง การหยุดพักสั้นๆ เพื่อดื่มกาแฟ หรือเดินยืดเส้นยืดสายบ้างก็สำคัญไม่แพ้กันเลยค่ะ

ถาม: การหาสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากมากสำหรับวิศวกร Big Data ที่ต้องทำงานล่วงเวลาบ่อยๆ มีเคล็ดลับอะไรที่จะช่วยให้เรามี Work-Life Balance ที่ดีขึ้นบ้างคะ

ตอบ: เรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญเลยค่ะ! เพราะถ้าเราทำงานอย่างเดียวโดยไม่มีเวลาให้ชีวิตส่วนตัวเลย สุดท้ายก็จะเหนื่อยล้าหมดพลังไปเองค่ะ จากประสบการณ์ตรงของฉัน สิ่งที่ช่วยได้มากคือการ “กำหนดขอบเขต” ที่ชัดเจนค่ะ ลองตั้งกฎกับตัวเองดูว่าหลังเลิกงานกี่โมงจะไม่เช็คอีเมล หรือปิดแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับงานไปเลยก็ได้ค่ะ ช่วงแรกๆ อาจจะยากหน่อย แต่พอทำไปเรื่อยๆ จะรู้สึกดีขึ้นมากเลยค่ะ อีกอย่างที่สำคัญคือการหากิจกรรมที่เราชอบทำนอกเวลางาน เช่น ออกกำลังกาย ปลูกต้นไม้ ทำอาหาร หรือใช้เวลาคุณภาพกับครอบครัวและเพื่อนๆ กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้เราได้พักสมองจากเรื่องงานอย่างแท้จริง และเติมพลังให้เราพร้อมกลับไปลุยงานต่อในวันรุ่งขึ้นค่ะ จำไว้นะคะว่าชีวิตเรามีมากกว่าเรื่องงานค่ะ การดูแลใจตัวเองก็สำคัญไม่แพ้การดูแลโค้ดเลยนะ

ถาม: โลกของ Big Data เปลี่ยนแปลงเร็วมาก เราต้องเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ตามไม่ทัน จะทำอย่างไรไม่ให้รู้สึกท่วมท้นและท้อแท้กับการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบสิ้นนี้คะ

ตอบ: เรื่องนี้เป็นความท้าทายที่วิศวกร Big Data ทุกคนต้องเจอจริงๆ ค่ะ ตัวฉันเองก็รู้สึกเหมือนกันว่ายิ่งเรียนก็ยิ่งรู้สึกว่ายังมีอีกเยอะที่ต้องรู้ แต่สิ่งที่ช่วยให้ฉันไม่ท้อคือการเปลี่ยนมุมมองค่ะ แทนที่จะมองว่าเป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบ ให้มองว่ามันคือ “การผจญภัยที่น่าตื่นเต้น” ในโลกของข้อมูลแทนค่ะ ฉันจะแบ่งการเรียนรู้ออกเป็นเป้าหมายเล็กๆ เช่น สัปดาห์นี้จะลองศึกษาเรื่อง Apache Kafka หรือเดือนนี้จะฝึกใช้เครื่องมือ Visualization ตัวใหม่ พอทำได้ก็จะรู้สึกภูมิใจและมีกำลังใจที่จะเรียนรู้ต่อไปค่ะ นอกจากนี้ การหา Community หรือกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่สนใจเรื่องเดียวกันก็ช่วยได้มากเลยนะคะ เราสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ หรือแม้กระทั่งความกังวลกันได้ค่ะ บางทีการได้ยินว่าคนอื่นก็เจอปัญหาคล้ายๆ กัน ก็ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้สู้อยู่คนเดียวค่ะ อย่ากลัวที่จะถาม อย่ากลัวที่จะลองผิดลองถูก เพราะทุกความผิดพลาดคือบทเรียนที่ทำให้เราเก่งขึ้นเสมอค่ะ สู้ๆ นะคะ!

Advertisement